วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

มีประโยชน์มาก...โปรดอ่านและเผยแพร่แก่ผู้ใกล้ชิดด้วย
เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ....
หากใครได้ดูรายการ 'ข้อเท็จจริง..วันนี้' ทางช่องยูบีซี 7
ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับเรื่อง
'ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่ '
เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า ...
จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวันนั้น
จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด
ทางคุณหมอบอกว่าอยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสีย
เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น
ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย
แต่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด
การที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น
เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า
สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว
มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่
มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไป เพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด
เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อยหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
การรับประทานไข่ทุกวันๆละอย่างน้อย 2  ฟอง จะช่วยได้มาก
คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น
ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ
คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค
ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง
ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก
จากที่เดินไม่ค่อยได้ก็กลับมาเดินได้
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท
ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด
แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ
ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น
คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น
อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้
(หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู)
พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด  
ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว
โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุดก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ
คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี
ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน
แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล....  
การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี
อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย
ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่
คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี
เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน
  

สุข-สำเร็จ 7 ย

ที่โรงพยาบาลกำแพงแสน เขามีหนังสือดีๆ ให้อ่าน หลายเล่ม
มาสะดุดใจเล่มนี้มาก ๆ   เขียนโดยพระมหาประดิษฐ์ จิตตสวโร  ท่านนำธรรมะมาเทศน์สอนได้อย่างสนุกสนาน
ไม่น่าเบื่อ และที่สำคัญสามารถเข้าใจได้ง่ายด้วย ครั้งนี้ เมื่อเราได้อ่านเสร็จ จึงนำ เคล็ด(ไม่)ลับ
สุข - สำเร็จ 7 ย.   มาฝากเพื่อนๆๆ และ ทุกๆท่าน ด้วยค่ะ
ย.1 ยิ้มแย้ม    การยิ้มแย้มเป็นการทำใจให้สบาย มองโลกในแง่ดี มองโลกให้สดใส ยิ้มได้แม้ภัยมา รอยยิ้ม นั้นมีค่า
แม้มีเงินมากมาย สามารถซื้อสิ่งของต่างๆ ได้ดังปราถนาแต่ไม่อาจซื้อรอยยิ้มที่อ่อนโยน และมาจากใจได้ จะเห็นได้ว่า
คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มักมีแต่คนรัก อยากพูดคุย อยากคบหา อยากรู้จัก แล้วโอกาสที่ดีก็จะตามมา
ย.2 ยกย่อง   คำพูดเป็นสิ่งที่สำคัญให้คิดทุกคำที่พูด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดทุกคำที่คิด ในพระพุทธศาสนามีมงคลชีวิต
ข้อที่ 10 ในมงคลชีวิต 38 ประการ คือ การพูด วาจาสุภาพ อ่อนโยน  ยกย่อง ชมเชย ให้เกียรติกัน ละเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
พูดส่อเสียด การที่เราพูดดีจะทำให้มีคนรัก นิยมชมเชย
ย.3 ยืดหยุ่น    คนเราบางครั้งต้องรู้จักยืดหยุ่นออมชอม ประนีประนอม การยืดหยุ่นไม่ใช่การยอมแพ้เป็นการเห็นใจกัน
 ผ่อนสั้นผ่อนยาว ถ้ารู้จักยืดหยุ่นเรื่องก็จะไม่ยืดเยื้อ ไม่เบียดเบียนกัน แม้มีการกระทบกระทั่งกันบ้างแต่เราก็รู้จักให้อภัยกัน
ย.4  ยืนหยัด    คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้จะต้องยืนหยัดในความเพียรพยายามแม้จะมีปัญหาเข้ามา
สักเพียงใด หากเราไม่ท้อแท้และท้อถอยเราย่อมจะสามารถ แก้ไขปัญหาและไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด
ย.5 หยิบยื่น    คือ การให้ไม่จำเป็นต้องให้สิ่งของเท่านั้น อาจให้กำลังใจ ให้คำแนะนำก็ได้ หากสังคมใดมีการหยิบยื่น
ความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูล มอบกำลังใจให้แก่กันสังคมนั้นย่อมจะมีแต่ความสงบสุข และความชุ่มชื่นหัวใจ
ย.6  ยับยั้ง   มีสติรู้จักยับยั้งไม่วู่วามไม่โกรธง่ายไตร่ตรอง ใคร่ครวญอย่างรอบคอบ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวตลอด
เวลา ข่มอารมณ์ที่ไม่ดี เช่น อารมณ์โกรธ  อารมณ์กำหนัด เมื่อมีสติสัมปชัญญะแล้ว ให้วางใจเป็นลาง ไม่ดีใจหรือเสียใจ
มากเกินไป คือ ไม่หวั่นไหวในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ย.7  ยินยอม   เรามักชอบคิดว่าเราถูกเสมอไม่ยอมรับผิดง่ายๆ การทะเลาะวิวาทก็เป็นผลมาจากการไม่รู้จักยอมกัน
 เช่น  การแข่งขันกีฬา แม้การแข่งขัน จะจบสิ้นแล้วมีทีมที่แพ้ แต่คนไม่ยอมแพ้ ก็จะเกิดปัญหากลายเป็นความรุนแรง
คนส่วนใหญ่ มักชอบจับผิดผู้อื่น เอาการกระทำของผู้อื่นมาเป็นธุระเป็นอารมณ์ แต่ไม่ดูความผิดของตนเองหากเราหมั่น
สำรวจจิตใจอยู่เสมอ ยอมรับความจริงในการกระทำของตนเองแล้วปรับปรุงแก้ไข สังคมก็จะไม่วุ่นวาย….
    ขอเพียงก้าวไปอย่างมีสติ นุ่มนวล อ่อนโยน และมั่นคง เป้าหมาย คือ  ความสุข  และความสำเร็จ

รักษาเบาหวาน ด้วยตนเอง

เผยแพร่โดยแพทย์ ร.พ. ศิริราช ใช้ต้นชะพลู โดย

ถอนมาทั้งราก ล้างน้ำให้สะอาด โดยใช 7 ต้น ต่อการต้ม 1 ครั้ง
วิธีการ

1 ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำการรักษาเบาหวาน โดยดื่มน้ำยาที่ได้จากใบชะพลูนี้ ให้ครบตามกำหนด
2 ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเคร่งครัด
วิธีการจัดเตรียม
1 ตั้งน้ำใส่หม้อจนเดือด เอาใบชะพลู ที่เตรียมไว้ ใส่เข้าไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือด ปิดฝาหม้อ 2-3 นาที ปิดไฟ
2 ดื่มน้ำใบชะพลูที่เตรียมไว้ ในวันถัดไป เริ่ม ตั้งแต่มื้อแรก โดยใช้ดื่มแทนน้ำในชีวิตประจำวันโดยเคร่งครัด ห้ามดื่มน้ำอื่น ๆ เด็ดขาด ในระหว่างการรักษา
3 ก่อนเข้านอน ให้ เตรียมน้ำชะพลู ชุดใหม่ สำหรับดื่มในวันถัดไป โดยทิ้งกาก ของเดิม ทั้งหมด ห้ามใช้ซ้ำ
หมายเหตุ
1/หากไม่มีใบชะพลูบริเวณใกล้บ้าน ให้เตรียมล่วงหน้าโดยการ ล้าง และแช่ตู้เย็นไว้
2/ควรงดการเดินทาง หรือ กิจกรรมนอกบ้านระหว่างการรักษา ด้วยยานี้
3/หากจำเป็นต้องเดินทาง ให้เตรียมน้ำใบชะพลู บรรจุใส่ภาชนะไปด้วย ห้ามดื่มน้ำอื่น ๆ เด็ดขาด
ระยะเวลาในการรักษา
อายุ 10 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 1 วัน
อายุ 20 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 2 วัน
อายุ 30 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 3 วัน
อายุ 40 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 4 วัน
อายุ 50 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 5 วัน
อายุ 60 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 6 วัน
อายุ 70 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 7 วัน
อายุ 80 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 8 วัน
อายุ 90 ปี ให้ดื่มยานี้ เป็นเวลา 9 วัน
เมื่อหายแล้ว ให้ไปทำบุญ ระลึกถึงพระคุณเจ้าของตำหรับยาผู้ใจบุญที่ล่วงลับ และผู้เผยแพร่สูตรยานี้

ใครเป็นน่าลอง   ไม่ยากเย็นจนเกินไป

เมื่อลูกข้าพเจ้าป่วยด้วยโรคร้ายแรงและเรื้อรัง

A-RO-KA-YA     Pa-Ra-Ma-La-Pa
เมื่อลูกข้าพเจ้าป่วยด้วยโรคร้ายแรงและเรื้อรัง
โดย นางศิราณี เอกัคคตาจิต 38/31บ้านธรรมรัตน์ ซอยธานี11 ถ.ธานี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 31000
โทร ,แฟ็ก  044-615040 
ครอบครัวเรามีลูก 4 คน ผู้ชายล้วน พ่อบ้านชื่อ นพ.ศิริพงษ์ เอกัคคตาจิต รับราชการทำงานที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จบแพทย์จุฬารุ่น 24 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ซี 9 ข้าพเจ้าเป็นแม่บ้านเต็มขั้น และความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้น เช้าวันที่26 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ตื่นเช้ามาดูลูกคนที่ 3 ชื่อศักดา เอกัคคตาจิต เขาบอกยืนได้ขาข้างเดียว เจ็บข้อเท้าและเข่ามาก เราก็ไม่คิดว่าเป็นอะไรมาก เป็นจังหวะใกล้จะเปิดเทอมแรกของการเข้ามหาวิทยาลัย เขาเรียนแพทย์ศิริราชโดยสอบเข้าโคต้า แพทย์ศิริราช และสอบแข่งขันวิชาเคมีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2539 ไปนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลศิริราช 2อาทิตย์ หมอบอกให้ยาแก้ปวด แล้วดูอาการ ให้ใช้ไม้เท้าไปเรียนได้ 2อาทิตย์ ปรากฏว่าอาการกำเริบเจ็บขยายมาที่หัวไหล่ทั้ง2ข้าง ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งครั้งนี้หมอตรวจอาการแล้วถามข้าพเจ้าว่ามีลูกกี่คน ตอบว่ามี 4คน คนโตทำงานแล้ว คนที่2 เรียนแพทย์ขอนแก่น คนป่วยเป็นคนที่3 รู้สึกหมอที่ถามมีสีหน้าดีขึ้นเพราะเขารู้แล้วว่าโรคที่ลูกเป็นอยู่นี้เข้าข่ายปวดข้อจูวีหน่ายรูมาตอย เพราะเจ็บข้อก่อนอายุ 17 ปีซึ่งค่อนข้างร้ายแรง เพราะแม้สถิติการรักษาต่างประเทศก็ยากมีให้ได้ก็ยาแก้ปวดเท่านั้น เป็นมากหลายปีหน่อยก็จะพิการได้ หมอที่รักษาเขาก็บอกให้แม่ทำใจ และให้ยาแก้ปวดมากินที่บ้าน ความรู้สึกของแม่แทบล่มสลาย วันแล้ววันเล่าไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น จุกปวดกระเพาะอาหารขนาดหนักเพราะกินยาแก้ปวด กินยาเครือบกระเพาะอาหารเต็มที่ก็ยังเจ็บท้องอยู่ นรกบนดินเป็นเช่นนี้เอง กินยาแก้ปวดข้ออย่างแรงเช้าเย็นแก้ได้ชั่วคราวต้องกินประจำแม้ปวดกระเพาะอาหารก็ต้องกิน เจาะเลือดค่าอีเอสอาร์อยู่ระหว่าง50-90 มม.ต่อชม.ซึ่งค่าปกติไม่เกิน 20 มม.ต่อชม. กินยามากจนถึงหูอื้อแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นช่วงนี้เขาก็ไปอยู่วัดกับหลวงพ่อ 5-6เดือน ทำเรื่องลาเรียน 1ปีระยะนี้ขาเริ่มลีบเพราะเจ็บข้อเท้ามากต้องนอนกับที่ เราเป็นชาวพุทธช่วงไหนที่จิตมีสมาธิก็อธิฐานขอให้ลูกได้พบหนทางรักษาที่ถูกต้องด้วยเถิดจะได้หยุดยาแก้ปวดนี้เสียที ชีวิตที่เหลืออยู่นี้จะขนขวายทำแต่ความดี แล้วโชคก็มาถึง วันที่7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ดร.พรพรรณและคุณเฉซึ่งเป็นญาติกับอาจารย์นิศา เชนะกุล ได้มาที่บ้านเพื่อไปกราบหลวงปู่ที่วัดเขาน้อย เขามาเห็นลูกชายป่วยเขาก็แนะนำให้ทานนมธัญญพืช และน้ำผักปั่นที่มีคุณค่าอาหารโดยทานนมธัญญพืชก่อนอาหารวันละ1แก้วและน้ำผักปั่นวันละ4-5แก้วทานได้20วันหมอก็ให้เจาะอีเอสอาร์ดูปรากฏว่าอีเอสอาร์ลดเหลือ36มม.ต่อชม.ลูกชายก็ร้องออกมาว่าเขาคงรอดตายและหายได้จากการทานอาหารนี้ก็เริ่มมีกำลังใจรับประทานนมธัญญพืชและน้ำผักปั่นมากขึ้นกินนมธัญญพืชและน้ำผักปั่นอย่างละ6-7แก้วทุกวันและแช่น้ำาร้อนสลับกับน้ำเย็นอย่างละ3นาทีและเริ่มไปอยู่วัดอีกเพื่อจะได้อยู่กับธรรมชาติ นอนหัวค่ำ(3ทุ่ม)และรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด พอทานได้ 1เดือนก็หยุดยาทุกชนิด อีเอสอาร์ก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือ 20มม.ต่อชม. ต่อมาก็เหลือ 12 ก็เท่ากับคนปกติ เจาะอีกครั้งหนึ่งก่อนไปเรียนวันที่1มิถุนายน 2541ค่าอีเอสอาร์เท่ากับ1มม.ต่อชม. เม็ดเลือดแดงจาก 33% เป็น 48% เม็ดเลือดขาวจาก 13500 ก็เหลือ 6500 พอไปเรียนได้ 5-6 เดือน เขาก็สามารถบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาลศิริราชได้ ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดแม้นเพื่อนหมอด้วยกันก็รู้สึกเหมือนปาฎิหารใครจะคาดคิดว่าจะหายจากโรคด้วยอาหาร
ข้าพเจ้าจึงต้องการเผยแพร่ให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรังลองมาดื่มน้ำผักปั่น และนมธัญพืช อย่างละ8-12แก้วต่อวันเพื่อไม่ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อยาแก้ปวดข้อและยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ซึ่งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศทำให้เสียดุลย์การค้าระหว่างประเทศ และให้นอนแต่หัวค่ำ 3ทุ่ม ทำจิตใจให้เบิกบาน นั่งสมาธิถ่ายอุจจาระทุกวันโดยกินอาหารที่มีกากใย ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง ได้แก่เมล็ดธัญพืช ผักสด ผลไม้สด ไข่ ขาว ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก กินแต่เนื้อ ปลาโดยนึ่งหรือต้มไม่ควรทอด เพราะจะมีไขมันมาก ไม่กินอาหารกระป๋องเพราะต้อง ผ่านขบวนการปรุงแต่ง ทำให้เสียคุณค่าอาหาร ไม่นอนอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยอย่าให้มีเครื่องทีวี ,วิทยุ,เครื่องคอมพิวเตอร์และตู้เย็นอยู่ในห้องนอน ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อลีบ ก็อาจหายจากโรคปวดข้อเรื้อรังและไม่มีความพิการของแขนขาข้างที่ปวดข้อได้โดยปกติ
สูตรน้ำผักปั่น
  1. ผักกาดหอม 2 ใบ (กล้ามเนื้อกระดูก เส้นเอ็น และทำให้ปอดแข็งแรง)
  2. คื่นฉ่าย 2 ก้าน (ช่วยการหมุนเวียนโลหิตและหลอดเลือดแข็งแรง)
  3. มะเขือเทศ 1 ลูก (เม็ดเลือดแข็งแรง)
  4. หอมใหญ่ 1/4 ลูก ( หัวใจ แข็งแรง)
  5. น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ ( ให้พลังงานรวม)
  6. มะนาว 1 ลูก (ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน)
  7. แอปเปิ้ล 1 ลูก (ให้พลังงานสำรองม้ามสูงมาก)
  8. น้ำเปล่า 2-4 แก้ว
วิธีล้างผัก ข้อควรระวังเรื่องการล้างสารพิษตกค้าง
น้ำส้มสายชู 1ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1ลิตร แช่ผัก 1 กก. นาน 45 นาที กรณีพืช ผักและผลไม้มากควรใช้อ่างใบใหญ่ และแช่พืช ผักในอ่างที่ผสมน้ำส้มสายชู แล้ว เมื่อล้างเสร็จแล้วปั่นกินได้เลยผักที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ปั่นวันหลัง
ปั่นส่วนผสมทั้งหมดแล้วต้องกินทันทีถ้าจะเก็บไว้กินต้องแช่ตู้เย็นไว้ ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 1วัน
สูตรนมธัญพืช
1. เม็ดบัว 1 ส่วน
2. ลูกเดือย 1 ส่วน
3. ข้าวกล้อง 1 ส่วน
วิธีทำ แช่เม็ดบัว และลูกเดือยในน้ำร้อน 2 ชม. แล้วนำไปต้มจนสุกประมาณ ครึ่งชม. หุงข้าวกล้อง
จนสุก แล้วเอามาอย่างละ1 ขีดหรือ 100 กรัม ปั่นจนเข้ากันดีใส่น้ำสะอาดต้มสุกพออุ่นพร้อมกัน จะได้นมธัญพืชที่มีคุณค่าอาหารดื่มได้เลย แต่มันจะจืด ถ้าใส่นมไวตามิ้นคนให้เข้ากันจะได้นมธัญพืชที่หวานตามจำนวนที่ใส่ตามต้องการ ถ้าต้องการเก็บเม็ดบัวและลูกเดือยที่ต้มสุกแล้วเอาไว้ปั่นกับข้าวกล้องวันหลังให้แช่ไว้ตู้เย็นช่องแข็งจะเก็บไว้ได้นาน
เอกสารอ้างอิง
1.  ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ความรู้เบื้องต้นเรื่องสุขภาพและธรรมชาติ โดยชมรมบ้านสุขภาพสมุทรปราการและระยอง
เอกสารเผยแพร่ ปี 2540  โทร 02-3944267

หมอรักษามะเร็ง ฟรี

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ

ในเร็ว ๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์ นี่เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง ชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ นอกจากอากาศที่บริสุทธิ์ก็คือน้ำ น้ำหนักตัวของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำจึงมีคนว่าคนประกอบด้วยน้ำ อันที่จริงน้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้ สามารถทำให้ไตทำงานเป็นปกติขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้ นายแพทย์แนะนำบ่อย ๆ ว่าดื่มน้ำให้มากทุก ๆ วัน

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ตามที่ได้ทดสอบมาแล้วได้ผล ตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ล้างหน้า ไม่บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว (ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว) หรือน้ำหนักของน้ำ 1.26 ก.ก. เท่ากับ 5 แก้วรวดเดียวจะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อย ๆ การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้ หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจจะเลิกเสียกลางคัน ผู้ที่ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้า หาเวลาว่างไปออกกำลังมิได้ ทุกเช้าควรปฏิบัติดี่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค ชีวิตยั่งยืนอย่างไม่ต้องสงสัยในระยะนี้มีผู้ใจบุญพิมพ์คำอธิบายวิธีดี่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ส่งไปให้เพี่อนฝูง

เพี่อนที่ได้รับรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งการที่ช่วยซึ่งกันและกันแบบนี้ ควรจะเผยแพร่ไห้มากขึ้น ผู้เขียนยินดีให้ "วิธีดื่มน้ำรักษาโรคของจีนนี้เปิดเผยให้ผู้อ่านได้มีโอกาสค้นคว้าและทดลองดู วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ" ได้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ความเป็นจริงได้ผลอย่างนี้แน่นอนเนื่องจากทำให้ลำไส้ใหญ่ผลิตโลหิตใหม่มากขึ้นซึ่งโลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ดูดธาตุต่าง ๆ จากอาหารต่าง ๆ ผลิตให้เป็นเม็ดโลหิตคนบางส่วน เนื่องจากลำไส้เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้โลหิตจาง มีอาการรู้สึกเพลียและเป็นโรค เป็นการรักษายาก ลำไส้ของผู้ใหญ่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดธาตุต่าง ๆ จากอาหาร ถ้าลำไส้สะอาดอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น โรคต่าง ๆ จะหายไปเองอายุก็ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยของมณฑลต่าง ๆ ในประเทศจีน ได้ผ่านการทดลอง ได้ประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน วิธีดื่มน้ำรักษาโรค สามารถรักษาโรคดังต่อไปนี้ คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาทความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูกเส้นเอ็นปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหืด หอบ หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยี่อสมองอักเสบโรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินไป กระเพาะอืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิด โมงล่อ (ดากหลุด) โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน สายตาอ่อน โรคตาต่าง ๆ ตาออกเลือดสตรีประจำเดือนไม่ปกติ ระดูขาว มะเร็งในมดลูก มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่าง ๆต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของผู้ที่ได้ผ่านการทดลองดื่มน้ำมาแล้ว

1. ผู้เขียนได้พบกับผู้ชราที่มีสุขภาพอย่างสมบูรณ์ ได้ทักทายกับท่าน ถามท่านว่าเคยเจ็บไข้หรือเปล่า ท่านตอบว่าหลายสิบปีมาแล้วไม่เคยเจ็บไข้มาเลย ท่านกล่าวว่าตอนที่อายุ 20 ปี กระเพาะอาหารเป็นแผล เน่าเรื้อรังนอนอยู่กับที่นานถึง 10 ปี ได้ผ่านการตรวจจากนายแพทย์ 5 ท่าน รักษาฉีดยา รับประทานยา ไม่ ได้ผล ต่อมามีนายแพทย์ท่านหนึ่งได้แนะนำว่าคุณควรทดลองดี่มน้ำสุกอย่างนี้ ตี่นแต่เช้าหน้าไม่ล้าง ปากไม่ บ้วน ดี่มน้ำสุก 5 แก้วทุก ๆวัน อย่าให้ขาดตอน และห้ามไม่ให้รับประทานอาหารก่อนเข้านอน นาย แพทย์สั่งเสร็จไม่ให้ยาก็กลับไป วันรุ่งขึ้นผมก็ทำตามนายแพทย์สั่ง ดื่มน้ำ 5 แก้วรวดเดียว ในหนึ่งชั่วโมง ปัสสาวะ 3 ครั้ง หลังจากนั้นก็รับประทานข้าวต้ม รู้สึกรสชาติของข้าวต้มอร่อยกว่าที่แล้ว ๆ มา วันที่สองดื่มน้ำ 5 แก้วอีกถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดดำปนอยู่มาก ต่อจากนั้นสามเดือนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก 10 ก.ก. เวลานี้ผมอายุ 64 ปีแล้ว นับแต่ได้ปฎิบัติดื่มน้ำมา ยังไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย แม้แต่หวัดก็ไม่เคยเป็น

2. เมื่อผมยังเป็นเด็กเคยเป็นเยื่อสมองอักเสบ นายแพทย์สั่งให้ดื่มน้ำ 5 แก้วทุกวัน ไม่นานเยื่อสมอง ที่อักเสบก็หายไปเอง ภรรยาผมเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นโรคหัวใจและเป็นโรคอ้วนเกินไป ร่างกายสูงไม่เกิน 5 ฟุต น้ำหนักตัว 120 ก.ก. พอดื่มน้ำได้ 15 วัน โรคหัวใจ โรคประสาท โรคเข็ดเมื่อยก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ดื่มน้ำได้ สองเดือนน้ำหนักตัวลดลงไป 16 ก.ก. เมื่อก่อนเราต้องใช้ยาประจำ นวดไฟฟ้า และรักษาด้วยวิธีเข็มแทง แบบหมอจีนเวลานี้หายไปเองหมดแล้ว

3. อาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเคยแถลงการณ์ร่วมสองครั้ง เกี่ยวกับฝอยคล้ายสักหลาดในลำไส้ผลิต โลหิตขึ้น จนเดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครโต้แย้งเลย ไม่ว่าโลหิตจะมาจากไหน แต่ธาตุต่าง ๆ จะต้องมาจากอาหาร อย่างแน่นอน เมื่ออาหารลงไปถึงกระเพาะแล้วผ่านการย่อยลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ธาตุส่วนมาก กลายเป็นของเหลวลำไส้ยาว 8 เมตร ดูดธาตุต่าง ๆ เสร็จ ส่งไปสู่ลำไส้ออกของที่ทวารหนักเป็นของที่ไม่ มีประโยชน์สำหรับร่างกาย

4. กระเพาะเป็นแผลเน่า ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์ก็เห็นผล โรคความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำ 1 เดือนเริ่มเห็นผล กระเพาะบิด 3 เดือนเริ่มเห็นผล ท้องผูก 3 วันก็เห็นผล ท้องเป็นบิดกับปัสสาวะกลางคืนบ่อย ๆ ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์ก็เห็นผล เข็ดเมื่อยตามข้อ 3 เดือนเห็นผล ผู้สูงอายุเข็ดเมื่อยทั้งร่างกาย ดื่มน้ำ 2 เดือนเห็นผล โดยเฉพาะผู้ที่โลหิตคั่งอยู่ในสมอง เกิดเป็นลมขึ้น เป็นมายังไม่เกิน 3 เดือน ดื่มน้ำเพียงสัปดาห์เดียวก็ หายเหมือนเดิม รับรองไม่พิการหรือเป็นอัมพาต

ผู้ที่ดี่มน้ำควรทราบ ดื่มน้ำสุกดีที่สุด หากดื่มน้ำประปา ควรจะใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อนเพื่อป้องกันท้องร่วง เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีกก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้น และจำพวกแอปเปิ้ลผู้ที่มีโรคประจำตัวดื่มน้ำทีเดียว 5 แก้วไม่ใช่ของง่าย ดื่มน้ำเสร็จทางที่ดีใช้กำลังสัก 20 นาที คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดื่มน้ำเสร็จให้สูดอากาศเข้าปอดให้มาก ๆ และนวดที่บริเวณที่สะเอวให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ให้สะอาด

ดี่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมง จะปัสสาวะ 3 ครั้งติด ๆ กัน แต่ต่อไป 3-4 วัน การถ่ายท้องจะ เป็นปกติภายใน 7-8 วัน การปัสสาวะเป็นเพียงครั้งเดียว นับแต่นั้นไปจะรู้สึกร่างกายสบาย เวลารับ ประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่ากระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระสะอาดแล้ว ผู้ที่ หมดหวังแล้วจะรอดตายด้วยวิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ นี้

ข้อควรทราบ หลังจากอาตมาได้ทราบตามข้อนี้ และได้ปฏิบัติตาม รู้สึกว่าโรคต่าง ๆ ที่คนชราโดยมากเป็นอยู่บัดนี้รู้สึกว่าเริ่ม เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจึงขอยืนยันมาให้ทราบ เป็นการกุศลต่อไป ท่านที่รับหลักการนี้ไปปฏิบัติแล้ว ถ้ามีประโยชน์ดีควรเผยแพร่ต่อไป เพื่อเป็นการกุศล หลวงพ่อสารี่ วัดโคกเนียนตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จ้งหวัดพัทลุง

ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์   วัฒนางกูร
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุด แม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย   แกมีบ้าน
มีรถ มีลูก มีภรรยา   มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง   แกมีทุกอย่าง
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย   วันหนึ่งแกไปพัก

ที่ปากช่อง   ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล   ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน   บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต   แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
ปริญญาใบที่หนึ่ง  ' ปริญญาวิชาชีพ '

เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม   นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ  ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้   อยากจะนอนบ้านที่เป็นของตัวเอง นี้คือปริญญาวิชาชีพ
ปริญญาใบที่สอง   ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง

ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่า ผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก   เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ     มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง   ว่าเรา เอ๊ะ มันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้   เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน   ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว   อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหา ก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด   ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกที ก็ล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี   เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด   บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร   บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ   บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่   สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และก็ชีวิตของเรา